fbpx
3 ช่องทางการโจมตีทางไซเบอร์ (3 cybersecurity attact IT)

3 ช่องการโจมตีทางไซเบอร์ ที่กระทบงานไอที มีอะไรบ้าง

ในยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวันของเรา ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุกวันนี้ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น การโจมตีทางไซเบอร์ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อระบบและข้อมูลขององค์กรเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า และความน่าเชื่อถือของธุรกิจอีกด้วย ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงช่องโหว่และวิธีการป้องกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารและบุคลากรทำงานด้านไอทีทุกคน

3 รูปแบบการโจมตีที่ส่งผลต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ ( 3 ways for Cybersecurity)

3 รูปแบบการโจมตีที่ส่งผลต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

ภัยคุกคามต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน จริง ๆ แล้วไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบเดียว แต่มีมาได้หลากหลายรูปแบบ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และประเทศชาติ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1. Cyberattacks (การโจมตีทางไซเบอร์)

2. Physical Attacks (การโจมตีทางกายภาพ)

3. Natural Disasters (ภัยพิบัติทางธรรมชาติ)

Cyberattacks (การโจมตีทางไซเบอร์) (2)

Cyberattacks (การโจมตีทางไซเบอร์)

การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyberattacks) เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล โดยมุ่งเป้าไปที่ระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่าย และข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งผู้ไม่หวังดีอาจใช้เครื่องมือและเทคนิคต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ขโมยข้อมูล ทำลายระบบ หรือขัดขวางการทำงานขององค์กร

รูปแบบการโจมตีทางไซเบอร์ที่พบบ่อย

1. มัลแวร์ (Malware)

มัลแวร์ (Malware) คือโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูล หรือเครือข่าย มัลแวร์มีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทมีวิธีการทำงานและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป ดังนี้

  • ไวรัส (Virus): มัลแวร์ที่สามารถแพร่กระจายตัวเองไปยังไฟล์ หรือโปรแกรมอื่น ๆ ได้ โดยการแทรกโค้ดของตัวเองเข้าไปในไฟล์เหล่านั้น เมื่อไฟล์หรือโปรแกรมที่ติดไวรัสถูกเปิดใช้งาน ไวรัสก็จะเริ่มทำงานและสร้างความเสียหายให้กับระบบ
  • เวิร์ม (Worm): มัลแวร์ที่สามารถแพร่กระจายตัวเองผ่านเครือข่ายได้โดยไม่ต้องอาศัยไฟล์หรือโปรแกรมอื่น เวิร์มสามารถสร้างความเสียหายให้กับระบบได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
  • แรนซัมแวร์ (Ransomware): เป็นชนิดของมัลแวร์ที่เข้ารหัสไฟล์ของเหยื่อ และเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับการถอดรหัสไฟล์ แรนซัมแวร์เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงและสามารถสร้างความเสียหายให้กับองค์กรได้อย่างมาก
  • สปายแวร์ (Spyware) มัลแวร์ที่แอบติดตามกิจกรรมของผู้ใช้และส่งข้อมูลกลับไปยังผู้สร้าง มักใช้เพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน
  • โทรจัน (Trojan): มัลแวร์ที่ปลอมตัวเป็นโปรแกรมที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ แต่จริง ๆ แล้วมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายระบบหรือขโมยข้อมูล

2. ฟิชชิ่ง (Phishing)

ฟิชชิ่ง (Phishing) คือการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตที่มุ่งเป้าไปที่การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลทางการเงินของเหยื่อ โดยทั่วไปแล้ว ผู้โจมตีจะส่งอีเมล ข้อความ หรือลิงก์ที่ดูเหมือนว่ามาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน หรือบริษัทที่ผู้ใช้รู้จัก เมื่อผู้ใช้คลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์แนบ มัลแวร์ก็จะถูกดาวน์โหลดลงในอุปกรณ์ของเหยื่อ หรือผู้ใช้อาจถูกหลอกด้วยการนำผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ปลอม ที่ออกแบบมาเพื่อหลอกลวงให้กรอกข้อมูลส่วนตัว

3. การโจมตีแบบ DoS และ Man in the Middle

การโจมตีแบบ DoS (Denial of Service) เป็นการโจมตีที่มุ่งทำให้ระบบหรือบริการไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ โดยผู้ไม่หวังดีจะส่งคำขอจำนวนมหาศาลไปยังเซิร์ฟเวอร์เป้าหมายจนทำให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานหนักเกินไป และไม่สามารถตอบสนองต่อคำขอที่ถูกต้องได้

การโจมตีแบบ Man in the Middle (MitM) เป็นการโจมตีของผู้ไม่หวังดี ที่แทรกตัวเข้าไปอยู่ระหว่างการสื่อสารของสองฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ลักษณะการทำงานของ Main in the Middle (MitM)  คือ ผู้ไม่หวังดีจะดักฟังหรือดักจับข้อมูลที่ถูกส่งไปมาระหว่างสองฝ่ายได้ ทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้

วิธีป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ (How to prevent cyberattact)

วิธีป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์

เพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ องค์กรควรดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและมัลแวร์ เช่น Avast และ McAfee เป็นต้น ซอฟต์แวร์เหล่านี้สามารถช่วยป้องกันระบบจากมัลแวร์ประเภทต่าง ๆ

2. ใช้รหัสผ่านที่รัดกุม โดยรหัสผ่านควรมีความยาวอย่างน้อย 12 ตัวอักษร ประกอบด้วยตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์

3. ระวังอีเมลและข้อความฟิชชิ่ง ป้องกันได้โดยไม่คลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์แนบในอีเมลหรือข้อความที่ไม่รู้จัก

4. อัปเดตซอฟต์แวร์อยู่เสมอ การอัปเดตซอฟต์แวร์จะช่วยแก้ไขช่องโหว่ที่อาจถูกแฮกเกอร์ใช้ประโยชน์

5. สำรองข้อมูลสำคัญ ข้อมูลสำคัญควรได้รับการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อป้องกันการสูญเสียข้อมูล

นอกจากนี้ องค์กรยังควรมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ชัดเจน และพนักงานควรได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีป้องกันตนเองจากการโจมตีทางไซเบอร

Physical Attacks (การโจมตีทางกายภาพ) (2)

Physical Attacks (การโจมตีทางกายภาพ)

การโจมตีทางกายภาพ (Physical Attacks) คือ ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากภายนอก โดยมีเป้าหมายที่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบขนส่งสาธารณะ ศูนย์ข้อมูล และระบบสื่อสารต่างๆ การโจมตีเหล่านี้สามารถดำเนินการได้โดยทั้งบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาร้าย และอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

ภัยคุกคามทางกายภาพกับความปลอดภัยทางไซเบอร์

แม้ว่าการโจมตีทางกายภาพจะดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับโลกไซเบอร์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การโจมตีทางกายภาพสามารถส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น

  • การทำลายระบบคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์: การโจมตีทางกายภาพที่มุ่งเป้าไปที่ศูนย์ข้อมูลหรือห้องเซิร์ฟเวอร์ อาจทำให้ระบบคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ได้รับความเสียหาย ทำให้ข้อมูลสูญหายหรือไม่สามารถเข้าถึงได้
  • การขโมยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: การขโมยคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป หรือสมาร์ทโฟน อาจทำให้ข้อมูลที่สำคัญรั่วไหลไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี
  • การก่อวินาศกรรมระบบสาธารณูปโภค: การโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าหรือระบบสื่อสาร อาจทำให้ระบบเหล่านี้ล่ม ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวันของผู้คน

ผลกระทบร้ายแรงของการโจมตีทางกายภาพ

การโจมตีทางกายภาพสามารถก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงหลายประการ ได้แก่

  1. ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน: การโจมตีสถานที่สาธารณะหรือระบบขนส่งอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินจำนวนมาก
  2. ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อการผลิต การค้า และการบริการ ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
  3. ความเสียหายต่อชื่อเสียง: องค์กรหรือประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางกายภาพอาจได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน

มาตรการป้องกันการโจมตีทางกายภาพ

เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางกายภาพ องค์กรและหน่วยงานภาครัฐควรดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้

  1. การสร้างระบบรักษาความปลอดภัย: ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ เช่น รั้ว กล้องวงจรปิด ระบบสัญญาณเตือนภัย และพนักงานรักษาความปลอดภัย
  2. การควบคุมการเข้าออกสถานที่: ควบคุมการเข้าออกสถานที่สำคัญอย่างเข้มงวด โดยใช้ระบบตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะ
  3. การประเมินความเสี่ยง: ประเมินความเสี่ยงของการโจมตีทางกายภาพต่อโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และวางแผนป้องกันที่เหมาะสม
  4. การฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน: จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานและผู้เกี่ยวข้องมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

การโจมตีทางกายภาพเป็นภัยคุกคามที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากสามารถส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์และสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อองค์กรและสังคม การเตรียมความพร้อมและการมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับทุกคน

Natural Disasters (ภัยพิบัติทางธรรมชาติ) (3)

Natural Disasters (ภัยพิบัติทางธรรมชาติ)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Natural Disasters) เป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในปี 2024 สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น พายุเฮอริเคน น้ำท่วม และไฟป่า สามารถสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ รวมถึงระบบไฟฟ้า ระบบขนส่ง และเครือข่ายการสื่อสาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) อีกด้วย เมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานล่มสลาย ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็อาจอ่อนแอลง ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถฉวยโอกาสโจมตีระบบและขโมยข้อมูลได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างภัยพิบัติทางธรรมชาติที่พบบ่อย

  • อุทกภัย: เกิดจากน้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ หรือริมแม่น้ำ มักเกิดจากฝนตกหนัก น้ำทะเลหนุนสูง หรือเขื่อนแตก
  • วาตภัย: เกิดจากลมแรง พายุฝน พายุหมุน ส่งผลต่อบ้านเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง
  • แผ่นดินไหว: เกิดจากการสั่นสะเทือนของเปลือกโลก ส่งผลต่ออาคาร สิ่งปลูกสร้าง และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ
  • ภูเขาไฟระเบิด: เกิดจากการพ่นเถ้าธุลี ลาวา ก๊าซพิษ ส่งผลต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม
  • ดินถล่ม: เกิดจากดินไหลหรือทรุดตัวลงมาจากที่สูง ส่งผลต่อบ้านเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และเส้นทางคมนาคม
  • สึนามิ: คลื่นยักษ์ที่เกิดจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก ส่งผลต่อชีวิต ทรัพย์สิน และชายฝั่งทะเล
  • ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน: ภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก สร้างความบาดเจ็บ และทำลายทรัพย์สินทั้งบ้านเรือน อาคาร และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: ภัยพิบัติทางธรรมชาติส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการหยุดชะงักของการผลิตและการบริการ ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
  • ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม: ภัยพิบัติทางธรรมชาติสามารถทำลายระบบนิเวศ ทำให้ดิน น้ำ และอากาศเป็นพิษ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ

  • ปัญหาทางสังคม: ภัยพิบัติทางธรรมชาติอาจก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น โรคระบาด ภาวะขาดแคลนอาหาร ภาวะไร้ที่อยู่อาศัย และความไม่สงบในสังคม

การป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ควรมีการดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้

  1. การศึกษาและเตรียมพร้อม: ประชาชนควรศึกษาเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การมีชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินและแผนอพยพ
  2. การวางแผนรับมือ: หน่วยงานภาครัฐควรมีแผนรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่การเตือนภัย การอพยพ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ
  3. การสร้างระบบเตือนภัย: ติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบเมื่อเกิดภัยพิบัติ
  4. การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง: ออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้มีความทนทานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อาคารที่ทนต่อแผ่นดินไหว หรือระบบไฟฟ้าที่สามารถรองรับไฟฟ้าดับเป็นเวลานาน
  5. การเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์: เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอาจส่งผลกระทบต่อระบบไอที องค์กรควรมีมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง เช่น การสำรองข้อมูล การใช้ระบบป้องกันภัยคุกคาม และการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม การสร้างความตระหนักรู้ และการลงทุนในระบบป้องกันและเตือนภัย รวมถึงการเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มากที่สุด

วิธีจัดการกับภัยคุกคาม (2) (How to manage the cyberattact more effectively)

วิธีจัดการกับภัยคุกคามการโจมตีทางไซเบอร์

แม้ว่าภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานจะมีความหลากหลายและซับซ้อน แต่ก็มีหลายวิธีที่สามารถนำมาใช้เพื่อจัดการและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. การใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง (Implementing Strong Cybersecurity Controls)

การนำ Firewall มาใช้ในการตรวจจับการบุกรุก การติดตั้งและอัปเดตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและมัลแวร์ การใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่ง และการอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์

2. การพัฒนาวางแผนการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ (Developing a Physical Security Plan)

การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบควบคุมการเข้าออก และการว่าจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นมาตรการที่ช่วยป้องกันการโจมตีทางกายภาพต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ นอกจากนี้ การประเมินความเสี่ยงและการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

3. การสร้างแผนการกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติ (Creating a Disaster Recovery Plan)

แผนการกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการโจมตีทางไซเบอร์ แผนนี้ควรครอบคลุมถึงขั้นตอนการสำรองข้อมูล การกู้คืนระบบ และการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

บทสรุป

ภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานมีความหลากหลายและซับซ้อน ทั้งภัยคุกคามทางไซเบอร์ ภัยคุกคามทางกายภาพ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ละรูปแบบล้วนสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศได้อย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมรับมือและการป้องกันภัยคุกคามเหล่านี้ด้วยวิธีการที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ และการมีแผนรับมือภัยพิบัติ เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

สนใจให้ทีมเราช่วยดูแลงานพัฒนาเว็บไซต์ และ บริษัท คิริน 1987 ช่วยดูแลเรื่อง Cybersecurity ติดต่อ: info@deemmi.com หรือ Line:@deemmi

Share

Search

Search

Recent Post

Related Post

Lead Generation คือหัวใจสำคัญของการตลาดออนไลน์ เปลี่ยนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้าที่พร้อมจะซื้อสินค้าหรือบริการ สร้างยอดขายและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจของคุณ
อยากออกแบบเว็บไซต์ให้โดนใจลูกค้า แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มาอ่านวิธีออกแบบเว็บให้ใช้งานง่าย ดึงดูดลูกค้า ไม่ต้องเขียนโค้ด มีเช็คลิสต์ก่อนเปิดตัว และเทคนิค SEO เพิ่มอันดับเว็บ
O2O วิธีทำตลาดออนไลน์สู่ออฟไลน์ สูตรลับเพิ่มยอดขาย ที่เชื่อมโยงช่องทางออนไลน์เข้ากับการซื้อขายออฟไลน์ ร้านค้าจะสามารถนําไปใช้ได้อย่างไร เพื่อเพิ่มยอดขาย และสร้างประสบการณ์ลูกค้า